on
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบ กับ พ.ต.ต.สมบุญ สียางนอก สารวัตรสอบสวน สภ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ทราบว่าวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา มี น.ส.พรทิพย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี มาแจ้งความลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานว่าถูกลอตเตอรี่รางวันที่ 1 เลข 451005 จำนวน 1 ใบ จะได้รับเงินรางวัล 6,000,000 บาท แต่หลังจากนั้นได้มี นางประดับ (สงวนนามสกุล) อายุ 71 ปี ได้เข้ามาแจ้งความว่าถูกรางวัลที่ 1 ด้วยเลขรางวัล 451005 จำนวน 1 ใบแต่ได้ทำลอตเตอรี่หล่นหาย
ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปสอบถามนางประยูร อายุ 49 ปี บุตรสาวนางประดับ ผู้เสียหาย เล่าว่าเมื่อวันที่ 28 พ.ย.มารดาได้ไปซื้อลอตเตอรี่ที่ตลาดชลมาร์ค หมู่ 2 ต.สามชุก โดยมีเพื่อนบ้านไปด้วย โดยซื้อเลข 451005 จำนวน 1 ใบเนื่องจากเป็นเลขที่หลานวัย 4 ขวบให้เลขท้าย 005 ไว้ขณะเดียวกันเพื่อนบ้านที่มาด้วยอยากได้เลขเดียวกับที่นางประดับ แต่นางประดับ บอกว่าขอเลขนี้ละกันเป็นเลขที่หลานบอกให้มา เพื่อนบ้านที่มาด้วยกันจึงยอมให้ ก่อนพากันกลับบ้าน โดยนางประดับได้เก็บลอตเตอรี่ไว้ในกระเป๋าเสื้อชั้นในคนแก่แล้วรูดซิปปิดไว้
กระทั่งวันที่ 29 พ.ย.นางประดับได้ไปช่วยงานศพที่วัดบางขวาก ใกล้บ้าน ขณะกำลังอยู่ในงานอยู่ที่วัดได้นำลอตเตอรี่ ดังกล่าวออกมาโชว์ ให้กลุ่มคนที่มาช่วยงานดูก่อนจะเก็บไว้ในเสื้อชั้นในตามเดิม หลังจากนั้นไม่นาน นางประดับ ก็ล้วงกระเป๋าเสื้อชั้นในเพื่อนำลอตเตอรี่ออกมาโชว์อีก แต่ปรากฏว่าลอตเตอรี่ได้หายไป จึงพยายามเดินหาไปบ่นไป
นางประยูร เล่าต่ออีกว่าถึงวันหวยออกเพื่อนบ้านที่ไปซื้อลอตเตอรี่ ด้วยกัน มาแสดงความยินดีโดยบอกว่าแม่ถูกรางวัลที่ 1 แต่แม่บอกว่าลอตเตอรี่หายไปแล้ว ต่อมาทราบว่ามีเพื่อนบ้านถูกรางวัลที่ 1 ด้วยจึงไปแสดงความยินดีกับเพื่อบ้านด้วย แต่พอกลับมานึกขึ้นได้ว่าวันที่ทำลอตเตอรี่หาย ผู้ต้องสงสัยคนที่ถูกรางวัลที่ 1 อยู่ในกลุ่มที่แม่ที่นำลอตเตอรี่โชว์ให้คนช่วยงานศพดูด้วย จึงสงสัยว่าลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัล น่าจะเป็นใบเดียวกับที่หล่นหาย จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ
นางประยูร เล่าอีกว่าหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เชิญตัวนางพรทิพย์ ผู้ที่เข้าแจ้งตำรวจว่าถูกรางวัลที่ 1 มาสอบสวน ต่อหน้านางประดับ โดยนางพรทิพย์ให้การกับตำรวจว่าซื้อล็อตเตอรี่ มาหลายใบ ทั้งจากกรุงเทพ และสามชุก ส่วนใบที่ถูกรางวัลที่ 1 นั้นจำไม่ได้ว่าซื้อมาจากที่ไหน หลังสอบปากคำเสร็จเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ นางประดับพร้อมญาติกลับบ้าน เหลือเพียง น.ส.พรทิพย์
นางประยูร เปิดเผยต่ออีกว่าจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เรียกทั้งสองฝ่ายมาตกลงกัน แต่ น.ส.พรทิพย์ ได้บ่ายเบี่ยง โดยให้พ่อมาแทน ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งกับมารดาตนว่าจะได้คืนลอตเตอรี่แล้ว ทำให้มารดาดีใจ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับคืนลอตเตอรี่ให้กับ น.ส.พรทิพย์ ไปโดยอ้างว่าลอตเตอรี่ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าจำนวนมาก ไม่สามารถเก็บไว้ได้ เกรงว่าจะสูญหาย โดยตำรวจแนะนำมารดา ว่าให้ไปแจ้งอายัดกับกองสลากได้ วันจันทร์ที่ 4 ธ.ค. มารดาพร้อมครอบครัวจึงเดินทางไปที่กองสลาก เพื่อขออายัดลอตเตอรี่ ที่ถูกรางวัลที่ 1 แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กองสลากว่าไม่สามารถอายัดได้เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเดินทางกลับบ้าน
หลังกลับจากกองสลาก ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.สามชุก และได้รับแจ้งว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ทำเรื่องอายัดแล้วแต่ไม่ทัน เนื่องเรื่องที่แจ้งอายัดถูกตีกลับ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกตัว น.ส.พรทิพย์ มาไกล่เกลี่ย แต่ น.ส.พรทิพย์ อ้างว่าไม่สบายโดยมอบหมายให้พ่อมาแทน และมีการเจรจา ขอลอตเตอรี่คืน พร้อมจะแบ่งเงินให้ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่พ่อ ของ น.ส.พรทิพย์ ไม่ยอม นางประดับ จึงเพิ่มให้เป็น 1 ล้านบาทแต่ฝ่ายพ่อ น.ส.พรทิพย์ กลับขอเพิ่มเป็นเงิน 3,000,000บาท
นางประดับ พร้อมญาติ ไม่สามารถยอมได้เนื่องจากมั่นใจว่าลอตเตอรี่ ที่ถูกรางวัลเป็นของตนที่ทำหายเนื่องจากได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่วัดพบว่ามีภาพ น.ส.พรทิพย์ อยู่ในบริเวณที่มารดา นำลอตเตอรี่ ออกมาโชว์ และมีพยานที่เห็นมารดานำลอตเตอรี่ออกมาและตามหา จึงนำหลักฐานเข้าร้องทุกข์กับตำรวจกองปราบให้ช่วยเร่งดำเนินการ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบ ได้เชิญตัว นางประดับ ไปสอบปากคำที่กองปราบ
ทางด้านพ่อค้า ที่ขายลอตเตอรี่ให้นางประดับ เปิดเผยยืนยันว่าเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ได้ขายลอตเตอรี่ให้กับนางประดับ ที่มากับเพื่อนบ้านซึ่งรู้จักกับตนเป็นอย่างดี 1 ใบ กระทั่งมาทราบว่านางประดับ ทำลอตเตอรี่หายและมีคนถูกรางวัลที่ 1 มีการแจ้งความกัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ตนนำต้นขั้วลอตเตอรี่ ไปตรวจสอบพบรางวัลที่ 1 ที่มีปัญหาเป็นลอตเตอรี่ที่ซื้อจากตนไปจริง นอกจากนี้ลอตเตอรี่ฉบับที่ตนขายอยู่นี้ยังมีผู้โชคดีถูกรางวัลข้างเคียง 451006 1 ใบคือนายประสิทธิ์ สท.สามชุก และเป็นพ่อค้าขายปลาเผาอยู่ในตลาดสามชุก
ผู้สื่อข่าวได้ไปติดต่อเพื่อจะสอบถามข้อมูลที่บ้าน น.ส.พรทิพย์ ผู้ที่ถูกลอตเตอรี่ รางวัลที่ 1 ซึ่งที่บ้านเปิดเป็นร้ายขายของชำ อยู่พื้นที่ หมู่ 7 ต.ย่านยาว แต่ไม่พบตัวนางพรทิพย์พบเพียงมารดาและบิดา โดยมารดา น.ส.พรทิพย์ ไม่ยอมให้รายละเอียดใดๆ โดยแจ้งพอว่าบุตรสาวไม่อยู่บ้านไม่ทราบจะกลับเมื่อไร